หอการค้าญี่ปุ่นย้ำมั่นใจเศรษฐกิจไทย หลายบริษัทมีแผนลงทุนเพิ่มหอการค้าญี่ปุ่นย้ำมั่นใจเศรษฐกิจไทย หลายบริษัทมีแผนลงทุนเพิ่ม

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) เผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งแรกของปี 2560 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ในจำนวน 594 บริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสอบถามการสำรวจ ส่วนใหญ่เห็นว่าสภาพธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2559 โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือ DI (Diffusion Index) ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดในช่วงดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากระดับ 9 เป็น 15 ขณะที่สภาพธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น (ดัชนี DI เพิ่มเป็น 20) และเชื่อว่ายังจะ “ดีขึ้นอย่างชัดเจน” ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ด้วย โดยค่าดัชนี DI อยู่ที่ 26

นายฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ในฐานะผู้อำนวยการกลุ่มงานวิจัยด้านเศรษฐกิจของเจซีซี เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งล่าสุดนี้ จัดทำขึ้นในระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม ถึง 14 มิถุนายน 2560 ตัวเลขดัชนีที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงสถานการณ์หรือแนวโน้มที่เป็นบวกหรือดีขึ้น  และค่าเฉลี่ยที่ดีขึ้นนี้ก็เกิดจากหลายเหตุปัจจัย ได้แก่ ภาคการเกษตรของไทยที่เริ่มฟื้นตัว เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้การบริโภคภายในประเทศขยับสูงขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ภาคการส่งออกก็มีสัญญาณที่แข็งแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนด้วยกัน ถึงแม้ตลาดส่งออกในภูมิภาคตะวันออกกลางจะแผ่วลงไปบ้างก็ตาม ขณะเดียวกับที่ยังไม่มีอะไรที่เป็นปัจจัยลบอย่างโดดเด่น

jt1



+ 44% ตอบจะลงทุนเพิ่มในปีนี้

“จากแนวโน้มสภาพธุรกิจที่เป็นบวก ทำให้หลายบริษัท(ที่ตอบแบบสอบถาม) มีแนวโน้มจะลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากเจาะเฉพาะบริษัทที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต 308 บริษัท ในจำนวนนี้มีถึง 137 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วน 44% ที่ตอบว่า จะลงทุนเพิ่มในด้านโรงงานและเครื่องจักรภายในปี 2560 นี้ ขณะเดียวกันบริษัทที่ตอบว่า การลงทุนคงที่มี 101 บริษัท (33%) ส่วนที่ตอบว่าจะลงทุนลดลงมีเพียง 51 บริษัท (17%) ขณะที่ 19 บริษัท (6%) บอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ” ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิจัยด้านเศรษฐกิจของเจซีซีระบุ

ทั้งนี้ บริษัทที่ตอบว่าจะลงทุนเพิ่ม มีจำนวนมากกว่าบริษัทที่ตอบว่าจะลดการลงทุนในทุกๆภาคอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่มีจำนวนผู้ตอบว่า “จะลงทุนเพิ่ม” มากที่สุดได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ (ทั้งยานยนต์ทางบก น้ำ และอากาศ รวมไปถึงอะไหล่และชิ้นส่วนประกอบ) มี 32 บริษัทที่ตอบว่าจะลงทุนเพิ่มด้านโรงงานและเครื่องจักรในปีนี้ อุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 22 บริษัท อุตสาหกรรมเหล็กและอโลหะมี 24 บริษัท และอุตสาหกรรมเคมี 20 บริษัท เป็นต้น

+การส่งออกก็ดีขึ้นด้วย

ผลสำรวจของเจซีซียังสะท้อนภาพการส่งออกของไทยที่ดีขึ้นด้วย โดยบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทยที่ตอบว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ (2560) แนวโน้มการส่งออกจะ “เพิ่มขึ้น” มีสัดส่วนถึง 35% ขณะที่บริษัทที่ตอบว่า การส่งออกจะ “คงที่”มีสัดส่วนมากสุดที่ 50% ส่วนกลุ่มที่ตอบว่า การส่งออกจะ “ลดลง” มีเพียง 15%

jt2



บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นที่ตอบว่า การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 จะ “เพิ่มขึ้น” นั้น มีจำนวนรวม 106 บริษัท เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 19 บริษัท อุตสาหกรรมยานยนต์ (ทั้งยานยนต์ทางบก น้ำ และอากาศ รวมไปถึงอะไหล่และชิ้นส่วนประกอบ) 17 บริษัท อุตสาหกรรมเคมี 15 บริษัท อุตสาหกรรมเหล็กและอโลหะ 12 บริษัท อุตสาหกรรมสิ่งทอ 11 บริษัท อุตสาหกรรมอาหาร 7 บริษัท และอุตสาหกรรมอื่นๆ 14 บริษัท ส่วนบริษัทที่อยู่นอกภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ตอบว่าจะส่งออก “เพิ่มขึ้น” นั้นมีจำนวนรวม 28 บริษัท

“ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทที่ตอบว่า จะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีจำนวนมากกว่าบริษัทที่ตอบว่าจะส่งออกลดลง ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จำนวนตอบว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นมี 17 บริษัท แต่ที่ตอบว่าจะส่งออกลดลงมีถึง 20 บริษัท (ส่วนที่ตอบว่าจะส่งออกคงที่มี 30 บริษัท) ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะได้รับผลกระทบจากตลาดส่งออกในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในตะวันออกกลางไม่ค่อยสดใสนักในช่วงเวลานี้” นายมิทสึมะตะกล่าว

Containerport1



สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพในอนาคตในสายตาบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ตอบว่า ประเทศเวียดนาม โดยคิดเป็นสัดส่วน 45% ของบริษัทที่ตอบคำถามการสำรวจทั้งหมด รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย 35% อินเดีย 32% เมียนมา 25% และญี่ปุ่น 18%

เป็นที่ชัดเจนว่า เวียดนามครองอันดับ 1 มา 3 ครั้งติดต่อกันแล้ว (การสำรวจมีปีละ 2 ครั้ง)  ส่วนอันดับ 2-4 ก็ครองตำแหน่ง 3 ปีติดต่อกันมาเช่นกัน (อินโดนีเซีย อินเดีย และเมียนมา ตามลำดับ) นอกจากนี้ ยังเห็นได้ว่า ใน Top10 หรือตลาดส่งออกที่มีศักยภาพมากที่สุด 10 อันดับแรกในสายตาบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทยนั้น เป็นประเทศในอาเซียนถึง 6 ประเทศ (นอกเหนือจาก 3 ประเทศที่กล่าวมาแล้ว ก็มีฟิลิปปินส์อันดับ 6 กัมพูชาอันดับ 7 และมาเลเซียอันดับ 8

ต่อคำถามที่ว่า บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นมีข้อเรียกร้องใดๆต่อรัฐบาลไทยบ้าง บริษัทส่วนใหญ่ (51%) ตอบว่า ต้องการเห็นการพัฒนาระบบและปรับเปลี่ยนการใช้งานระบบภาษีศุลกากร รองลงมาได้แก่ ต้องการเห็นการส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานระบบสาธารณูปโภค (50%) ต้องการเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในเขตกรุงเทพฯ (36%) การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ (35%) การพัฒนาและการปรับเปลี่ยนการใช้งานระบบภาษี เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ฯลฯ (29%) และการดำเนินมาตรการป้องกันอุทกภัยอย่างจริงจัง (24%) เป็นต้น

Credit : http://www.thansettakij.com/

Specific information in Thai language only.

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารจากเราSUBSCRIBE TO OUR NEWS
Top